Daifuku ได้พัฒนาระบบจัดเก็บและเรียกคืนแบบอัตโนมัติแบบแรกในญี่ปุ่นในปี 1966 วัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบนี้คือการลดปริมาณงานที่ต้องทำให้สำเร็จและการประหยัดต้นทุนผ่าน (1) การใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ (2) การปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บ (3) การประหยัดบุคลากรและแรงงานจากการทำงานในคลังสินค้า และ (4) การพัฒนาระดับการจัดการ ในตอนนั้น คลังสินค้าชั้นเดียวเป็นรูปแบบมาตรฐานของคลังสินค้า ความสามารถในด้านโลจิสติกส์ไม่ได้สูงเทียบเท่าระดับในปัจจุบัน เนื่องจากงานบรรทุกสินค้า ถ่ายสินค้า และการจัดเก็บส่วนมากจะใช้แรงงานบุคคล และจัดการกับสินค้าที่จัดเก็บอยู่โดยใช้ป้ายแบ่งประเภทและสลิป คลังสินค้าอัตโนมัติที่เปิดตัวในช่วงเวลาดังกล่าวจึงกลายเป็นการปฏิวัตินวัตกรรมเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ที่ล้มล้างแนวคิดทั่วไปในการทำคลังสินค้า

ประมาณสี่สิบปีมาแล้วที่เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้น คลังสินค้าอัตโนมัติได้พัฒนาให้มีความจุและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นโดยการขยับขยายในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เครนจัดเก็บสินค้า และอุปกรณ์ภายใน ในขณะที่จุดประสงค์ของเครื่องมือ รวมถึงอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ได้ทำการส่งไปนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อไปนี้ เราจะแนะนำตลาดคลังสินค้าแบบอัตโนมัติและการพัฒนาเทคโนโลยีของเรา รวมไปถึงแนวทางในอนาคต

การพัฒนาทางการตลาด

ในช่วงปี 1970: ระบบแพร่หลายมากขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มมากขึ้น

ระบบจัดเก็บและเรียกคืนแบบอัตโนมัติ (AS/RS) เป็นระบบที่ทำให้คลังสินค้าสามารถทำงานแบบครบวงจรและเป็นอัตโนมัติได้ตามที่บ่งบอกในชื่อของระบบ และส่วนมากจะใช้สำหรับจัดเก็บสินค้าที่สำเร็จรูปและวัตถุดิบโดยแบ่งตามผู้ผลิตจนถึงเมื่อช่วงต้นปี 1970 นอกจากนี้ ในช่วงเวลานั้นคลังสินค้าอัตโนมัติมักไม่ใช่แบบต้นทุนต่ำและมีจุดคุ้มทุนอยู่ในระดับสูง จึงทำให้ลูกค้าส่วนมากเป็นบริษัทใหญ่

ในปี 1966 เราได้ส่งมอบระบบ Rackbuil (อาคารที่รองรับไว้ด้วยรางที่มี AS/RS ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "RB") ที่ทำงานด้วยระบบควบคุม ให้แก่แผนกมอเตอร์ไฟฟ้าของ Matsushita Electric Industry (ในช่วงเวลานั้น) ซึ่งเป็นคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น (ภาพที่ 1) นอกจากนี้ เราได้ริเริ่มการทำงานของเครนจัดเก็บสินค้าโดยไม่ใช่คนควบคุมที่เรียกว่า Rack Master (RM) ด้วยวิธีนี้พื้นที่การจัดเก็บในคลังสินค้าอัตโนมัติจึงสามารถจัดการได้หลักการกลุ่ม X, Y และ Z อีกทั้งใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยคอมพิวเตอร์ ในปี 1969 เราได้ส่งมอบ RB อัตโนมัติแบบสมบูรณ์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์รุ่นแรกในประเทศญี่ปุ่นให้กับโรงงานในเมืองโนเบโอกะของ Asahi Chemical Industry Co., Ltd.

ด้วยความสามารถในการควบคุมคลังสินค้าอัตโนมัติผ่านคอมพิวเตอร์ ความถูกต้องในการจัดการกับสินค้าคงคลังจึงพัฒนาขึ้น เนื่องจากสามารถทำการจัดการกับสินค้าคงคลังไปพร้อมกับการจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมมีการขยายตัวขึ้นอย่างฉับพลัน จึงเริ่มมีการนำระบบเหล่านี้มาใช้งาน เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติหลายแห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ถูกส่งมอบให้แก่โรงงานในคาซึกะของ Toyota Motor Corporation และ the Sagamihara Parts Center of Nissan Motor Co., Ltd. ซึ่งทั้งสองบริษัทเป็นศูนย์กลางสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่ต้องจัดการกับชิ้นส่วนต่างๆ กว่าหมื่นรายการ นอกจากนี้ บริษัทเวชภัณฑ์หลายแห่งได้นำคลังสินค้าอัตโนมัติมาใช้งาน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อพัฒนาให้การจัดการสินค้าคงคลัง ตลอดจนการจัดการกับการจัดเก็บและเรียกคืนมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 1970 ประสิทธิภาพของคลังสินค้าแบบอัตโนมัติเริ่มเป็นที่รู้จักในตลาด และมีความต้องการที่เติบโตของคลังสินค้าอัตโนมัติที่ประหยัดได้มากขึ้นและมีราคาต่ำกว่าระบบรูปแบบอาคาร เพื่อต้องสนองความต้องการที่มีอยู่ เราจึงได้พัฒนาและเริ่มการขาย AS/RS สำหรับโหลดแบบหน่วยที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิคและ AS/RS สำหรับโหลดแบบเบาที่มีความเร็วสูงสุด

  • ภาพที่ 1: คลังสินค้าอัตโนมัติ (RB) แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น

    ภาพที่ 1: คลังสินค้าอัตโนมัติ (RB) แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น

  • ภาพที่ 2: คลังสินค้าอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ในช่วงเวลานั้น) สำหรับการจัดการชิ้นส่วนยานยนต์

    ภาพที่ 2: คลังสินค้าอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ในช่วงเวลานั้น) สำหรับการจัดการชิ้นส่วนยานยนต์

  • ภาพที่ 3: โรงงานเครื่องจักรกล FA ที่ทันสมัยที่สุดของโลก (ในช่วงเวลานั้น)

    ภาพที่ 3: โรงงานเครื่องจักรกล FA ที่ทันสมัยที่สุดของโลก (ในช่วงเวลานั้น)

ในช่วงปี 1980: การนำไปใช้งานในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ในปี 1980 การลงทุนในด้านอุตสาหกรรมการผลิต เนื่องจากการแข่งขันของผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเริ่มแซงหน้าผลิตภัณฑ์จากฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือ การใช้งาน AS/RS ได้มีการขยับขยายจากที่เมื่อก่อนเน้นที่การจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปให้ครอบคลุมไปถึงไซต์การผลิต ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรที่มีความแม่นยำ คลังสินค้าเหล่านี้ได้มีการใช้งานเช่นเดียวกับเครื่องมือที่ทำให้การขนส่งภายนอกและภายในสามารถตั้งค่าเริ่มต้น ทำการคัดแยกการจัดเก็บชิ้นส่วน และมีความสามารถในการจ่าย และความสามารถในการบัฟเฟอร์ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนหน้า คลังสินค้าอัตโนมัติแบบมีสถานีภายนอกและภายใน และรถขนส่งเคลื่อนที่อัตโนมัติ (AGV) จึงได้พัฒนาขึ้นมา ควบคู่ไปกับระบบการผลิตที่รวมเอาทุกอย่างเข้ากับโรงงานการผลิตด้วยคอมพิวเตอร์ เราได้ส่งมอบระบบอัตโนมัติสำหรับโรงงานชั้นสูงให้แก่บริษัทชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ Fanuc Corporation, Fujitsu Limited และ Makino Milling Machine Co., Ltd. (ภาพที่ 3) จนถึงวันนี้ ความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูงสำหรับระบบการผลิตอย่างเป็นอิสระของศูนย์กลางเครื่องจักรกลที่ได้พัฒนาขึ้นในระหว่างช่วงเวลานี้

ขณะเดียวกัน ระบบจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปได้ถูกนำใช้งานเพื่อช่วยให้ศูนย์กระจายสินค้าสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ศูนย์กระจายสินค้าหลายแห่งก่อสร้างขึ้นมาพร้อมกับระบบอัตโนมัติที่มีระบบสูง ซึ่งผสมผสานด้วย AS/RS และอุปกรณ์ภายในที่ทำงานอย่างเป็นระบบ เราได้ส่งมอบระบบศูนย์กระจายสินค้าให้แก่บริษัทต่างๆ มากมาย เช่น Toppan Forms Co., Ltd., Sangetsu Co., Ltd. และ Yamanouchi Pharmaceutical Co., Ltd. ศูนย์กระจายสินค้าเหล่านี้ล้วนมีระบบข้อมูล HQ และระบบศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกันผ่านสายแบบฉพาะเพื่อให้ความพยายามในการลดระยะเวลาการจัดส่ง ความถูกต้องในการจัดส่ง และความถูกต้องในการจัดการสินค้าคงคลังบรรลุผล นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้เราได้เริ่มส่งออก AS/RS ไปยังต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นไปทั่วโลกซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

ด้วยสถานการณ์สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่ช่วงกลางปี 1980 AS/RS ซึ่งส่วนมากจะส่งมอบไปยังบริษัทใหญ่ๆ ได้มีการนำไปใช้งานในของผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวทางการตลาดอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้เริ่มแพร่หลายออกไปซึ่งทำให้มีการพัฒนาที่รวดเร็วต่อมาเรื่อยๆ และการพัฒนาเกี่ยวกับระบบการจัดการสินค้าคงคลังให้มีราคาถูกลงโดยใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ด้วยการพัฒนาดังกล่าว AS/RS ขนาดเล็กจึงถูกนำมาใช้งานในการจัดการกับสินค้าคงคลังอย่างเป็นปกติควบคู่ไปการจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าผ่านการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์

ช่วงปี 1990: วิวัฒนาการของระบบความจุปริมาณมากและหลากหลาย

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 1980 จนถึงปีต้นปี 1990 อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การผลิตได้นำเอาคลังสินค้าอัตโนมัติไปใช้งาน ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีก การทำคลังสินค้า ธนาคาร การรับประกัน และองค์กรสาธารณะ อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติในด้านโลจิสติกส์มากนัก ซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวของขอบเขตทางการตลาดที่มากยิ่งขึ้น เช่น ในด้านเกษตรกรรม คลังสินค้าอัตโนมัติจะถูกใช้เป็นสถานที่เก็บข้าวกล้อง ที่แช่ผลไม้ ที่แช่เย็นผักก่อนการจัดส่ง และที่เพาะเลี้ยงเห็ด รวมไปถึงเป็นอุปกรณ์สำหรับคัดแยกและจัดส่งที่อาคารสำหรับคัดแยกผลไม้และผัก

ในช่วงครึ่งหลังของปี 1990 ได้มีการเริ่มใช้งานระบบต่างๆ ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับการกระจายสินค้าไปยังผู้ใช้ปลายทาง ในอุตสาหกรรมคลังสินค้ารวมถึงอุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีก คลังสินค้าอัตโนมัติได้ถูกใช้เป็นฐานนำเข้าสินค้าของลูกค้าซึ่งมีภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภายใต้ศูนย์กลางการโลจิสติกส์เพื่อที่จะเติมเต็มการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ที่ศูนย์กระจายสินค้าเหล่านี้ AS/RS สำหรับโหลดแบบเบาซึ่งสามารถจัดการกับสินค้าที่มีรูปร่างและขนาดต่างกัน ได้มีการนำมาใช้ในจุดประสงค์ต่างไปจากฟังก์ชันการจัดเก็บดั้งเดิม เช่น การจัดเรียงสินค้าก่อนการจัดส่งที่มีปริมาณมาก หรือพื้นที่เตรียมการสำหรับเลือกสินค้า ที่ Daifuku เราได้พัฒนา AS/RS สำหรับโหลดแบบเบาให้มีความสามารถการทำงานสูงขึ้น และการเพิ่มอุปกรณ์การขนส่งในรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการ นอกจากนี้ ในปี 2002 เราได้พัฒนา AS/RS สำหรับโหลดแบบเบาที่มีประสิทธิภาพสูงรุ่น Magic Sorting System (MIII) ซึ่งสามารถลดระยะเวลารอบการทำงานได้กว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ AS/RS รุ่นก่อนหน้า ทำให้ AS/RS สำหรับโหลดแบบเบารุ่นนี้สามารถตอบสนองความเร็วในการขนส่งสินค้าของศูนย์กระจายสินค้าประเภทการขนส่งได้

ด้วยวิธีการนี้ จึงได้มีการเรียกร้องเพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับฟังก์ชันที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในลักษณะทั่วไปของโลจิสติกส์ เช่นเดียวกัน ในช่วงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปกรณ์อัตโนมัติตั้งแต่เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1970 ถึง 1980 ได้มีความต้องการที่จะปรับปรุงอุปกรณ์เป็นรูปใหม่

คลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมแบบพิเศษ

ในขณะที่ AS/RS สำหรับการจัดเก็บแบบแช่เย็นรุ่นแรกก่อสร้างขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ในปี 1970 แต่การก่อสร้างตั้งหยุดชะงักไปเนื่องจากอุปกรณ์มีประโยชน์การใช้งานในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์การใช้งานได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยกระบวนการของเทคโนโลยีแช่เย็น และปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของสังคมและโลจิสติกส์ และความต้องการในการก่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เติบโตขึ้น ซึ่งรวมถึงการค้าส่งอาหารและการทำผลิตภัณฑ์จากทะเลตั้งแต่ปี 1990

สำหรับคลังสินค้าที่เป็นอันตราย การก่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบซึ่งมีพื้นที่อาคารกว้างถึง 1,000 ตร.ม. และสูง 20 ม. จึงเป็นไปได้สำหรับการแก้ไขบางส่วนและการบังคับใช้ตามกฎหมายป้องกันการเกิดไฟไหม้ของญี่ปุ่นในปี 1990 การก่อสร้าง AS/RS สำหรับอาคารเสริมโครงที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพการจัดเก็บไว้หลายๆ เครื่องจึงสามารถทำได้ ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะใช้งาน AS/RS สำหรับโหลดแบบหน่วยที่มีขนาดเล็กเป็นหลักสำหรับพื้นที่ลักษณะนี้

ในการผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ความต้องการในเรื่องความสะอาดที่ระดับสูงในกระบวนการผลิตได้เติบโตขึ้นควบคู่กันมา เนื่องจากพนักงานคือสาเหตุที่ใหญ่ที่สุดของการเกิดฝุ่นภายในห้องปลอดเชื้อ ดังนั้นการขนส่งกับภายนอกและการบัฟเฟอร์กับภายนอกจำเป็นต้องดำเนินการโดยไม่ใช้แรงงานคน AS/RS สำหรับห้องปลอดเชื้อ Clean Stocker (CLS) ได้รับการพัฒนาให้เป็นอาคารบัฟเฟอร์แบบมีสถานีภายนอก ปัจจุบัน ได้มีการนำ CLS ไปใช้งานในไซต์การทำงานหลายแห่งกว่าหลายประเทศทั่วโลก รวมไปถึงผู้ผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำรายใหญ่ นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาใช้ในสายการผลิตสำหรับ LCD และ PDP

การพัฒนาเทคโนโลยี

RM: การเปลี่ยนแปลงหลากหลายรูปแบบตามการใช้งานและหน้าที่

เนื่องจากหน่วยขับเคลื่อน RM ประกอบด้วยการรวมมอเตอร์เปลี่ยนขั้วและข้อต่อแบบเลื่อนเข้าด้วยกัน โดยที่มีความเร็วในการเคลื่อนในแนวนอนสูงสุดที่ 90 ม. ต่อนาที และ 20 ม. ต่อนาทีในแนวตั้ง และสามารถทำงานกับแท่นวางได้ 20 ถึง 30 แท่นต่อชั่วโมง มอเตอร์ DC ได้รับการปรับเปลี่ยนในช่วงปลายปี 1970 และการควบคุมอินเวอร์เตอร์ในช่วงปี 1980 ตามจุดประสงค์เพื่อให้มีความเร็วสูงขึ้น ปัจจุบัน ความเร็วในการเคลื่อนที่ในแนวได้เพิ่มขึ้นเป็น 200 ม. ต่อนาที ส่วนความเร็วในแนวตั้งก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 ม. ต่อนาที และมีความสามารถในการทำงานถึง 60 แท่นวางต่อชั่วโมง

RM มีหลากหลายประเภทมากขึ้นตามจุดประสงค์และการใช้งาน ในปัจจุบันมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ซึ่งรวมถึงระบบการข้ามฝากที่ใช้ RM เพียงตัวเดียวต่อผู้โดยสารหลายคน ระบบชนิดลึกสองเท่าซึ่งจะจัดเก็บทีละสองชิ้นบนชั้นวางลึกเข้าไปเป็นสองเท่า และชนิดส้อมลำเลียงแบบคู่ที่สามารถลำเลียงได้ถึงสองโหลด สำหรับอุปกรณ์ขนส่ง RM สำหรับโหลดแบบเบา รุ่นต่างๆ ได้ถูกพัฒนาขึ้น ได้แก่ รุ่นแคลมป์รูปส้อมและรุ่นแบบสวมเข้าด้านในโดยใช้สายรัดด้านข้าง เพื่อที่จะสามารถทำงานกับกับกล่องที่มีขนาดต่างกันได้ ตลอดจนรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรวมอุตสาหกรรมขั้นตติยภูมิ

กระบวนการการทำงานของ RM ประกอบด้วยการทำงานของแผงวงจร แป้นตัวเลข หรือบัตรหมายเลขระบุตำแหน่ง และการควมคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน ได้มีการนำการควมคุมด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้กับ AS/RS เกือบทุกรุ่น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่รายการต่างๆ ที่เก็บไว้มีอยู่จำกัด เช่น มีแม่แบบ สินค้ามีจำนวนน้อย และการทำงานอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด การทำงานยังดำเนินการผ่านแป้นตัวเลขหรือบัตรหมายเลขระบุตำแหน่งเพื่อความสะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การทำงานด้วยแผงวงจรจะใช้งานกับระบบที่จำกัดไว้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

การควบคุมขั้นสูงผ่านไมโครคอมพิวเตอร์

ในขณะที่วงจรรีเลย์ถูกนำมาใช้งานในช่วงแรกของการพัฒนา แผงวงจรจึงเกิดขึ้นโดยการใช้ทรานซิสเตอร์หลังจากนั้นไม่นาน และในช่วงปลายปี 1970 จึงมีการฝังชิฟท์ลงในแผงวงจรภายในไมโครคอมพิวเตอร์ ระหว่างที่เริ่มใช้งานสายเคเบิลแบบขยับได้ส่งสัญญาณระหว่างหน่วย RM และสายกราวด์ คลื่นวิทยุแบบเหนี่ยวนำได้ถูกนำมาใช้งานในครึ่งหลังของช่วงปี 1970 จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการส่งผ่านด้วยใยแก้วนำแสงในช่วงปี 1980

ประสิทธิภาพของไมโครคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาขึ้นและราคาต่ำลงในช่วงปี 1980 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ RM มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น วิธีการควบคุมตำแหน่งหยุดของ RM เพื่อที่จะทดแทนแผ่นตรวจจับ การควบคุมการจดจำตำแหน่ง (สิทธิบัตรที่ Daifuku ครอบครอง) จึงได้พัฒนาขึ้นมาซึ่งสามารถตรวจจับตำแหน่งจริงของรางเพื่อพิจารณาหาตำแหน่งหยุดของแต่ละรางโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ได้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคลังสินค้าอัตโนมัติและลดระยะเวลาการปรับตั้งในพื้นที่ ตั้งแต่ตอนปลายของช่วงปี 1980 ได้มีการนำวงจรควบคุมสำเร็จรูปมาใช้งานกับการควบคุมระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการใช้ชิฟท์เพื่อควบคุมส่วนต่างๆ ออกจากการควบคุมแบบจุดศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วง วิธีการนี้ช่วยให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นและเพิ่มความสะดวกในการบำรุงรักษา ตลอดจนลดระยะเวลาในการทำงาน

เนื่องจากตลาดของคลังสินค้าอัตโนมัติได้ขยายตัวออกจากการมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมการผลิตจนไปถึงอุตสาหกรรมปฐมภูมิและอุตสาหกรรมทุติยูมิ จำนวนของลูกค้าบริษัทที่ไม่ต้องการบุคลากรสำหรับการบำรุงรักษามีมากขึ้น ทำให้ตรวจพบสาเหตุได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขปัญหาสำคัญได้ทันท่วงที เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว Daifuku ได้พัฒนาอุปกรณ์ควบคุมการจัดส่งรุ่น 9X ขึ้นมาในปี 1991 ซึ่งประกอบด้วยระบบมาตรฐานต่างๆ ได้แก่ ระบบตรวจสอบที่แสดงผลแบบกราฟิกโดยใช้เมนู ระบบการจัดการบันทึกข้อมูลผิดพลาด และระบบตรวจสอบระยะไกลโดยใช้สายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ขณะเดียวกัน ศูนย์รองรับระบบภายใน (SSC) ได้เปิดขึ้นมาเพื่อสร้างระบบที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ออนไลน์ตลอด 365 วันในหนึ่งปี เพื่อสนับสนุนผู้ใช้งานที่ได้ส่งมอบระบบไปให้

การเพิ่มเติมอุปกรณ์ภายในเช่น STV และ Robot

เริ่มแรก อุปกรณ์ภายในสำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติจะประกอบด้วยไลน์สายพาน ระหว่างช่วงปี 1980 รถขนส่งแบบขับเคลื่อนด้วยตนเองที่มีกลไกปรับเปลี่ยนความเร็วได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการปรับปรุงความและความน่าเชื่อถือในการทำการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพด้านความสามารถในการทำงาน ความเร็วในการเคลื่อนที่ในแนวนอน เสียงรบกวนในการทำงาน และความสะดวกในการบำรุงรักษาล้วนไม่ตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในปี 1987 รถขนส่งเพื่อการคัดแยก (STV) ซึ่งมีความเร็วสูง ประสิทธิภาพสูง และเสียงรบกวนต่ำ พร้อมระบบการควบคุมด้วยตนเองได้รับการพัฒนาขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ ระบบจึงมีมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งใช้เวลาการจัดส่งน้อยลงและมีต้นทุนต่ำลง STV รุ่นปัจจุบันนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอุปกรณ์ภายในของ AS/RS

การทำงานของหน่วยบรรจุลงในกล่องที่ศูนย์กระจายสินค้านับว่ามีความจำเป็น เพื่อที่จะรองรับการจัดส่งผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กที่จัดเก็บไว้ในหน่วยแท่นวาง ในอดีต การเลือกกล่องสินค้าจะดำเนินการโดยบุคลากร เนื่องจากเป็นงานที่ในแรงงานหนักมากจนทำให้เกิดอาการปวดหลัง จึงทำให้เกิดความต้องการหลักสำหรับศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติที่มีระบบการเลือกกล่องสินค้า ในปี 1995 ระบบการเลือกกล่องสินค้าที่ผสมผสานระหว่างเครื่องจักรและอุปกรณ์จำจดตำแหน่งโดยใช้กระบวนการทางภาพจึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ระบบประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมโยงกับ AS/RS นี้จึงสำเร็จและจัดส่งให้แก่ลูกค้าหลายราย เช่น ผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีการทำงานกับกล่องเป็นปริมาณมาก

  • ภาพที่ 4: AS/RS ใช้สำหรับจัดเก็บผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุโรป

    ภาพที่ 4: AS/RS ใช้สำหรับจัดเก็บผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุโรป

  • ภาพที่ 5: AS/RS ใช้จัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปสำหรับ PC ในจีน

    ภาพที่ 5: AS/RS ใช้จัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปสำหรับ PC ในจีน

ตลาดในอนาคตและแนวทางเทคโนโลยี

คลังสินค้าอัตโนมัติได้กระจายไปยังทุกภาคอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น ทำให้เราไม่ได้คาดหวังการเติบโตที่ระดับเดิมในขณะที่การพัฒนาอยู่ในช่วงสูงสุดเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม คลังสินค้าอัตโนมัติได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญไม่ใช่สำหรับเพียงการจัดเก็บ การคัดแยก และเตรียมการเริ่มต้นเท่า แต่ยังรวมถึงโรงงานผลิตเช่นกัน ซึ่งมีความต้องการในระดับใกล้เคียงกันที่จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ในอนาคต

คลังสินค้าอัตโนมัติได้ดำเนินการติดตั้งหลายแห่งทั้งในญี่ปุ่นและยุโรป ในญี่ปุ่น ได้มีการใช้งานคลังสินค้าอัตโนมัติอย่างกว้างขวางตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และมีหลายโครงการที่มีคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดเล็กเกี่ยวข้องด้วย ขณะเดียวกันในทวีปยุโรป คลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่มักจะนิยมใช้งานโดยบริษัทรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า (ภาพที่ 4) ในทวีปอเมริกาเหนือ ศูนย์กระจายสินค้าหลายแห่งจะประกอบด้วยราง สายพาน และรถฟอร์กลิฟต์ มีส่วนน้อยที่ใช้งานคลังสินค้าอัตโนมัติ ในเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ความต้องการของคลังสินค้าอัตโนมัติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในประเทศจีน ขณะที่คลังสินค้าอัตโนมัติส่วนใหญ่จะใช้งานโดยบริษัทต่างชาติที่ขยับขยายเข้ามายังประเทศจีนในอดีต บริษัทพื้นเมืองที่กลุ่มเริ่มต้น เช่น บริษัทในอุตสาหกรรมบุหรี่ ได้เริ่มใช้งานคลังสินค้าอัตโนมัติได้แล้วเช่นกัน และสามารถคาดการณ์การเติบโตของตลาดได้ตามช่วงปี 1970 ของประเทศญี่ปุ่น (ภาพที่ 5)

คลังสินค้าอัตโนมัติเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบตามวัตถุประสงค์และหน้าที่ต่างๆ ปัจจุบันนี้ คุณสมบัติที่จำเป็นโดยทั่วไปส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาเรียบร้อยแล้ว เราเชื่อว่าการมุ่งมั่นเพื่อความก้าวหน้าอาจจะนำมาซึ่งการพัฒนาระบบไม่ต้องการการบำรุงรักษาที่คำนึงถึงการบำรุงรักษาแบบป้องกันล่วงหน้า และระบบครบวงจรขั้นสูงที่ใช้ประโยชน์จากแบบจำลองที่กำหนดไว้

Daifuku ยังคงตั้งใจที่จะรับฟังความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ความสามารถสูงสุดของเราในการสร้างสรรค์ระบบยอดเยี่ยมรุ่นใหม่ๆ ร่วมกับลูกค้าของเรา

จากข่าวสาร DAIFUKU ลำดับที่ 169 (กันยายน 2003)