สายพาน Power & Free ของไลน์แชสซี (ยาว 450 ม. พร้อมด้วย 55 ตัวขนย้าย) เป็นส่วนที่ทำการประกอบเครื่องยนต์และโครงช่วงล่าง

สายพาน Power & Free ของไลน์แชสซี (ยาว 450 ม. พร้อมด้วย 55 ตัวขนย้าย) เป็นส่วนที่ทำการประกอบเครื่องยนต์และโครงช่วงล่าง

HATC สามารถดำเนินการผลิตด้วยความเร็วที่น่าทึ่งได้ หลังจากที่ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมไปแล้ว

ที่ตั้งโรงงานในจังหวัดอยุธยา: จังหวัดอยุธยา ประเทศไทย

ที่ตั้งโรงงานในจังหวัดอยุธยา: จังหวัดอยุธยา ประเทศไทย

โรงงานในจังหวัดอยุธยาของ Honda Automobile (Thailand) Co., Ltd. (HATC) เป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ Honda Group ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความภาคภูมิใจในกำลังการผลิตรถยนต์กว่า 240,000 คันต่อปี โรงงานแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากวิกฤติน้ำท่วมหนักที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมปี 2011 ภัยพิบัติในครั้งนั้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่หยุดการดำเนินการเท่านั้น แต่ยังทำให้โรงงานไม่สามารถจัดส่งรถยนต์ที่ประกอบเสร็จแล้วรวมไปถึงการส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่จากประเทศไทย ทำให้เกิดผลเสียต่อตลาดในประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา เพื่อให้โรงงานสามารถดำเนินการผลิตรถยนต์ได้สูงสุด 1,000 คันต่อวันในช่วงเดือนกันยายน บริษัทจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือการทำการบูรณะอุปกรณ์ที่ถูกน้ำท่วมใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการสร้างโรงงานแห่งใหม่ HATC กลับมาดำเนินการผลิตต่อในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2012 เพียงหกเดือนหลังจากวิกฤติครั้งนั้น และโรงงานเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนเมษายน 2012

ด้วยการใช้งานสายพาน FDS และ P&F ทำให้การผลิตมีคุณภาพสูง

พื้นที่ของโรงงานแห่งแรกมีขนาดเท่ากับ 225,000 ตร.ม. และโรงงานแห่งมีขนาด 150,000 ตร.ม. พร้อมด้วยพนักงานทั้งหมด 6,000 คน ในโรงงานทั้งสองแห่ง

พื้นที่ของโรงงานแห่งแรกมีขนาดเท่ากับ 225,000 ตร.ม. และโรงงานแห่งมีขนาด 150,000 ตร.ม. พร้อมด้วยพนักงานทั้งหมด 6,000 คน ในโรงงานทั้งสองแห่ง

โรงงานในจังหวัดอยุธยาเสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน 1996 และได้ขยายกำลังการผลิตโดยการเพิ่มไลน์การผลิตในปี 2003 ในปี 2008 โรงงานแห่งที่สองได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้มีคุณสมบัติและกำลังในการผลิตรถยนต์ถึง 1,000 คันต่อวัน โรงงานทั้งสองแห่งนี้ได้ผลิตรถยนต์มาแล้วหกรุ่น โดยที่รถสี่รุ่นแรกได้แก่ City, Civic, CR-V และ Accord ซึ่งทำการผลิตตั้งแต่ช่วงที่โรงงานเริ่มดำเนินกิจการ จากนั้นจึงเพิ่ม Jazz (หรือที่เรียกว่า Fit) เข้ามาในเดือนพฤศจิกายน 2003 และได้มีการพัฒนารถนั่งขนาดเล็กรุ่น Brio สำหรับตลาดเอเชียขึ้นในเดือนมีนาคม 2011

ทั้งโรงงานแห่งแรกและแห่งที่สองต่างประกอบไลน์ในการขึ้นรูป การหล่อ การทาสี การประกอบตัวถัง และการประกอบเครื่องยนต์ รวมไปถึงระบบขนส่งอีกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งช่วยให้โรงงานมีการผลิตที่มีคุณภาพสูง กระบวนการประกอบที่เกี่ยวกับไลน์สำหรับสายไฟ (ชุดสายไฟ) และอุปกรณ์ภายใน (แผงหน้าปัด) จะทำการขนย้ายด้วยระบบขับเคลื่อนแบบอิสระ (FDS) ขณะเดียวกันไลน์สำหรับอุปกรณ์ภายนอก (ที่นั่ง ประตู ยาง) และไลน์สำหรับแชสซี (เครื่องยนต์ โครงช่วงล่าง) จะทำงานด้วยระบบสายพาน Power & Free (P&F) FDS มีความยาวถึง 264 ม. และใช้แท่นวางแบบกว้าง ซึ่งจะทำให้พนักงานทำการประกอบตัวถังได้อย่างสะดวกสบาย ความมั่นคงและการทำงานที่ปราศจากการสั่นสะเทือนของระบบ ช่วยให้พนักงานได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและราบรื่น

  • ระบบการขับเคลื่อนแบบอิสระสำหรับไลน์ระบบสายไฟ ทำการขนย้ายตัวถังรถบนแท่นวางได้อย่างต่อเนื่อง (ยาว 5.8 ม., กว้าง 3.3 ม.)

    ระบบการขับเคลื่อนแบบอิสระสำหรับไลน์ระบบสายไฟ ทำการขนย้ายตัวถังรถบนแท่นวางได้อย่างต่อเนื่อง (ยาว 5.8 ม., กว้าง 3.3 ม.)

  • ระบบการขับเคลื่อนแบบอิสระสำหรับไลน์อุปกรณ์ภายใน สามารถปรับความสูงได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสรีระของพนักงานมากที่สุดในขณะที่ทำการติดตั้งแผงปิดอุปกรณ์ภายใน

    ระบบการขับเคลื่อนแบบอิสระสำหรับไลน์อุปกรณ์ภายใน สามารถปรับความสูงได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสรีระของพนักงานมากที่สุดในขณะที่ทำการติดตั้งแผงปิดอุปกรณ์ภายใน

VOC ลดลง 50% และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 10%

อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศได้เผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมในปี 2011 แต่ในปี 2012 ได้ตั้งเป้าไว้ว่าต้องทำการผลิตรถยนต์สำรองไว้ 2 ล้านคัน และจำหน่ายรถยนต์ให้ได้ถึง 1.1 ล้านค้น เฉพาะในประเทศไทย โรงงานในจังหวัดอยุธยาได้ส่งเสริมพื้นฐานการดำเนินการให้แข็งแกร่งขึ้น โดยการดำเนินการผลิตและจัดซื้อในพื้นที่เดียวกัน ตลอดจนกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โรงงานแห่งที่สองเป็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ปัจจุบันได้มีการติดตั้งระบบหมุนเวียนน้ำแบบสมบูรณ์เพื่อทำให้การปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเป็นศูนย์ นอกจากนี้ โรงงานได้ลดสัดส่วนทั่วไปของการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ที่มาจากสีน้ำถึง 50% และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์แต่ละคันถึง 10% Honda วางแผนที่จะผลิตรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกในทวีปเอเชียที่่โรงงานในอยุธยาแห่งนี้ พร้อมทั้งรองรับเศรษฐกิจในเอเชียอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานเป็นทีมเดียวต่อเนื่องอย่างยาวนาน

“เราได้ทำงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ทางธุรกิจของเรามากมายในการที่จะสร้างทีมที่สามารถฟื้นฟูการทำงานให้กลับมาแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง กล่าวได้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกจาก Daifuku คือกุญแจสำคัญสำหรับไลน์การผลิตของเรา ในขณะที่เรามีความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของการฟื้นฟูในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราดำเนินการผลิตได้ทันตามกำหนดการ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานความสัมพันธ์กับ Daifuku ให้เป็นทีมงานเดียวกันสืบเนื่องไปอีกหลายปีในอนาคต” กล่าวโดย Nobuyuki Shibaike รองประธาน

< DAIFUKU ลำดับที่ 202 (สิงหาคม 2012) >